ULYSSE NARDIN Diver [AIR]

Last updated: 2 เม.ย 2568  |  155 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ULYSSE NARDIN Diver [AIR]

HIGH HOROLOGY
HIGH TECHNOLOGY
HIGH PERFORMANCE
ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 นาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกถูกผลิตขึ้น ดังนั้นดูเหมือนว่าในตอนนี้ ขีดจำกัดของสิ่งที่เป็นไปได้ในแง่ของนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ทางเทคนิคจะถูกกำหนดแล้ว เว้นแต่การผลักดันขอบเขตเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอ

สำหรับผู้ผลิตนาฬิกาอิสระสัญชาติสวิสอย่าง Ulysse Nardin ขีดจำกัดไม่ใช่สิ่งที่ถูกยอมรับ แต่เป็นสิ่งที่ต้องถูกทลาย สำหรับผลงานรุ่นใหม่ล่าสุดในคอลเลกชั่น Diver ทางแบรนด์ได้ก้าวข้ามขอบเขตความคาดหมาย รวมถึงสิ่งที่เคยเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ด้วยการสร้างนาฬิกาดำน้ำ Diver [AIR] ซึ่งเป็นนาฬิกากลไกดำน้ำที่เบาที่สุดที่เคยผลิตมา

นาฬิกาชั้นสูง, เทคโนโลยีล้ำสมัย, ประสิทธิภาพเหนือระดับ

นี่คือลักษณะพิเศษทั้งสามประการที่ควรรู้เกี่ยวกับ Diver [AIR] สามจุดเด่นที่แต่ละส่วนนั้นล้วนเต็มไปด้วยความน่าทึ่ง และในครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้งสามมาบรรจบกันในนาฬิกา Diver [AIR] คือการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นจริง

“หากเป็นไปได้ ก็จะสำเร็จในทันที แต่หากเป็นไปไม่ได้ ก็จะถทำให้เป็นไปได้” Paul-David Nardin, 1876

 

HYBRIDISATION OF A SKELETON
AND A SPORT WATCH
Ulysse Nardin ได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการดำน้ำก่อนหน้่าแบรนด์อื่นๆ หลายปี โดยเริ่มต้นด้วยการพัฒนาอุปกรณ์กันน้ำชิ้นแรกในปี 1893 และในปี 1964 ได้เปิดตัวนาฬิกาดำน้ำเรือนแรก ต่อมาในปี 2001 ได้เผยโฉมนาฬิกาดำน้ำในรุ่น Aqua Perpetual ซึ่งสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร พร้อมทั้งมีกลไกปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) ซึ่งถือเป็นนาฬิการุ่นแรกและรุ่นเดียวที่มาพร้อมคุณสมบัตินี้

ในปี 2021 แบรนด์ได้เปิดตัว Diver X Skeleton ซึ่งเป็นนาฬิกาที่มาปฏิวัติวงการด้วยการผสานการออกแบบสเกเลตันเในรูปแบบของนาฬิกาดำน้ำได้อย่างลงตัวและไม่เคยมีมาก่อน ปัจจุบัน นาฬิกาดำน้ำกลายเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยสามารถทนทานต่อการกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม และมักถูกเลือกเสริมในนาฬิกาคุณภาพสูง (High Horology) เพื่อเติมเต็มคอลเลกชั่นของนักสะสม—ดุจดั่งเพชรเม็ดงามที่ต้องการการดูแลและรักษาอย่างพิถีพิถัน Ulysse Nardin จึงได้ออกแบบนาฬิกาที่ผสมผสานความยอดเยี่ยมจากทั้งสองโลกได้อย่างกลมกลืน

นั่นคือความก้าวหน้าครั้งสำคัญ สำหรับ Ulysse Nardin การหยุดยั้งและพอใจกับความสำเร็จไม่เคยเป็นแนวทางของเรา เพื่อที่จะยกระดับนาฬิกาเรือนนี้ให้กลายเป็นนาฬิกาคุณภาพสูงสุดอย่างแท้จริง ยังสามารถพัฒนาไปได้อีกขั้น แข็งแกร่งขึ้น รูปทรงเพรียวบางขึ้น—และที่สำคัญที่สุดคือเบาขึ้น

ขอแนะนำ Diver [AIR] รุ่นใหม่ นาฬิกาสปอร์ตคุณภาพสูงแบบสเกเลตันที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการผจญภัยในสภาพสุดขีด โดยมีการลดน้ำหนักลงถึงครึ่งหนึ่ง

WORLD’S LIGHTEST MECHANICAL DIVE WATCH
เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นาฬิกาดำน้ำ Ulysse Nardin Diver ขนาด 44 มม. ที่เปิดตัวในปี 2019 มีน้ำหนัก 120.5 กรัม ซึ่งถือเป็นน้ำหนักที่สมเหตุสมผลสำหรับนาฬิกาดำน้ำที่ทั้งแข็งแกร่งและทนทาน ขณะที่ Diver X Skeleton รุ่นปี 2021 ได้ลดน้ำหนักลงถึง 15 กรัม เหลือเพียง 105.8 กรัม ซึ่งหากพิจารณาจากพื้นที่ว่างภายในกลไกสเกเลตัน จะเห็นได้ว่าการลดน้ำหนักจริงๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับ Diver [AIR] กลับสามารถลดน้ำหนักได้อย่างน่าทึ่งถึง 68.6 กรัม เมื่อเทียบกับ Diver 44 มม. และยังมีน้ำหนักน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของ Diver X Skeleton ซึ่งถือเป็นการบรรลุสิ่งที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก

นี่คือลำดับขั้นตอน.

โดยการพัฒนาต่อยอดจากกลไก UN-372 ใน Diver X Skeleton ทาง Ulysse Nardin ได้ออกแบบและพัฒนากลไกใหม่อันล้ำสมัยและเต็มไปด้วยนวัตกรรม คือ UN-374 ซึ่งผ่านการคิดและการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ได้ Diver [AIR] ที่มีน้ำหนักเบาอย่างเหลือเชื่อเพียง 52 กรัม รวมสาย และต่ำกว่า 46 กรัมหากไม่มีสาย การตัดแต่งวัสดุออกจากกลไกของ Diver X Skeleton จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อให้สามารถบรรลุสมดุลที่ลงตัวระหว่างน้ำหนักและประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็ต้องมั่นใจว่าความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของนาฬิกาจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ นักออกแบบของ Ulysse Nardin ได้ตัดวัสดุบางอย่างออกจากกลไกเพื่อลดน้ำหนัก พร้อมทั้งเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกลไกได้อย่างเหลือเชื่อ เมื่อชิ้นส่วนถูกลดลง สิ่งที่เหลืออยู่ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อเสริมความทนทานให้กับโครงสร้าง โดยใช้สะพานจักรกลที่มีรูปทรงบางเฉียบจัดเรียงในรูปสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นรูปทรงที่มีความแข็งแกร่งและพบได้ในวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม เพื่อป้องกันการบิดงอและการเสียรูป นี่คือความเชี่ยวชาญที่ Ulysse Nardin ได้พัฒนาและสั่งสมมาตลอดกว่า 30 ปี นับตั้งแต่การผลิตนาฬิกาสเกเลตันเรือนแรก

แม้ว่าพื้นที่ภายในนาฬิกาจะประกอบด้วยอากาศถึง 80% และวัสดุเพียง 20% (กลไกของนาฬิกา) แต่กลไกสเกเลตัน UN-374 ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันสามารถทนต่อการกระแทกได้ถึง 5,000g นอกจากนี้ ยังได้ผ่านการทดสอบทั้งการกระแทกและการสั่นสะเทือนในหลายรูปแบบ โดยได้รับการทดสอบผ่านการกระแทกนับพันครั้งในระยะเวลาหลายวัน ทั้งในห้องปฏิบัติการและในการใช้งานจริง เพื่อพิสูจน์ว่านาฬิกาสามารถรักษามาตรฐานและความทนทานตามชื่อเสียงของ Ulysse Nardin ได้อย่างเต็มที่

การศึกษาเกี่ยวกับกลไกใหม่อย่างละเอียดเผยให้เห็นถึงความพยายามครั้งสำคัญของ Ulysse Nardin ในการลดมวลโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพ สะพานจักรกลของกลไกมีความกว้างเพียงไม่กี่มิลลิเมตรและถูกเจาะออกเพื่อช่วยลดน้ำหนัก ขณะเดียวกัน โรเตอร์ได้รับการออกแบบให้มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จำเป็น บาร์เรลสปริงหลักที่ใช้ในการเก็บพลังงานถูกปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบลอยตัวเพื่อลดมวลของสะพานจักรกลด้านบน วัสดุบางส่วนในตัวบาร์เรลเองก็ได้รับการตัดออกเพื่อลดน้ำหนัก ทำให้กลไกนี้มีน้ำหนักเพียง 7 กรัม—น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำหนักกลไกใน Diver Skeleton X ที่ถือว่าเบาอยู่แล้ว ส่วนประกอบบางชิ้นยังได้รับการออกแบบใหม่ไม่เพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยม แต่ยังเพื่อความสมดุลทางสายตาที่เพิ่มเสน่ห์ให้กับนาฬิกา เพราะท้ายที่สุดแล้ว ใครจะไม่ชื่นชอบนาฬิกาที่ทั้งสวยงามและมีประสิทธิภาพเหนือชั้นเรือนนี้?

อาจมีคำถามว่า ทำไม Ulysse Nardin จึงไม่เลือกตัดกลไกกักเก็บพลังงานออกจาก Diver [AIR] เพื่อทำให้นาฬิกามีน้ำหนักเบาขึ้นอีก คำตอบอยู่ที่มาตรฐานทางการที่เข้มงวดซึ่งนาฬิกาดำน้ำต้องปฏิบัติตาม โดยกลไกกักก็บพลังงานเป็นหนึ่งในข้อกำหนดสำคัญ นอกจากนี้ กลไก UN-374 ยังมาพร้อมกับการสำรองพลังงานที่ยาวนานถึง 90 ชั่วโมง ขอบคุณการออกแบบบาร์เรลลอยตัวที่เป็นนวัตกรรม Diver [AIR] ยังมาพร้อมกับสายยางอัลตร้าไลท์แบบยืดหยุ่นสองสี ได้แก่ สีขาวและสีส้ม เพื่อความสะดวกสบายในการสวมใส่ พร้อมระบบล็อคสายที่ป้องกันรอยขีดข่วนเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน สายทั้งสองสามารถเปลี่ยนได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ทำให้นาฬิกายังคงความหลากหลายและใช้งานได้สะดวกสบายอย่างเต็มที่

DIVER[AIR] : AN INNOVATION LAB
การสร้างนาฬิกาดำน้ำกลไกที่เบาที่สุดไม่เพียงแค่การตัดชิ้นส่วนออกไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการผสมผสานนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญอันลึกซึ้ง เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ Ulysse Nardin ได้นำความเชี่ยวชาญกว่า 20 ปีในด้านวัสดุเทคโนโลยีสูงมาใช้ในการพัฒนา โดยการใช้ตารางธาตุและวัสดุที่ล้ำสมัย เพื่อผลักดันกลไก UN-374 ไปสู่ขีดสุดของความเบาที่ทำลายสถิติ

NEXT-GEN MATERIALS
โดยทั่วไปแล้ว กลไกนาฬิกาจะถูกสร้างจากทองเหลือง ซึ่งมีความหนาแน่นถึง 8.7 กรัม/ซม.³ ทำให้ค่อนข้างหนัก ส่วนอะลูมิเนียมมีความหนาแน่นที่ 2.7 กรัม/ซม.³ เบากว่า แต่เนื่องจากความอ่อนตัวของวัสดุ จึงไม่เหมาะกับข้อกำหนดที่เข้มงวดของกลไกนาฬิกา ไทเทเนียม ซึ่งมีความหนาแน่น 4.5 กรัม/ซม.³ จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีความแข็งแกร่งมากกว่าเหล็กถึง 45% แต่การขึ้นรูปนั้นกลับทำได้ยาก อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะติดไฟระหว่างกระบวนการผลิต จึงต้องการการดูแลอย่างระมัดระวังและใช้เวลามาก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ไทเทเนียมไม่ค่อยถูกใช้ในกลไกนาฬิกาอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม Ulysse Nardin ได้เลือกใช้ไทเทเนียมเป็นครั้งแรกในกลไกนาฬิกาของแบรนด์ ซึ่งทั้งทนทานและเบา ถือเป็นการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ที่ก้าวล้ำของแบรนด์

Ulysse Nardin ยังได้ผสานกลไกซิลิกอนที่มีคุณสมบัติต้านทานแม่เหล็กและน้ำหนักเบาเข้ากับเอสเคปเมนท์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมความแม่นยำในการแสดงเวลาของนาฬิกา โดยมีน้ำหนักเพียงครึ่งหนึ่งของบาลานซ์แบบดั้งเดิม

แต่ไม่ใช่เพียงแค่กลไกเท่านั้นที่ถูกพัฒนา ตัวเรือนขนาด 44 มม. ใหม่ยังต้องผ่านการปรับเปลี่ยนวัสดุเพื่อลอดทอนน้ำหนักทุกกรัมที่เป็นไปได้ ซึ่งได้เลือกใช้ไทเทเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ในการขึ้นตัวเรือน เพราะหากวัสดุเหล่านี้เมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานในมอเตอร์สปอร์ตและอวกาศแล้ว ก็คงการันตีที่จะใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยมในนาฬิกาของ Ulysse Nardin เช่นกัน

ทำไมถึงเลือกใช้กาสร้างตัวเรือนแบบโมดูลาร์? เพราะคาร์บอนไฟเบอร์ไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตาเท่านั้น แต่ยังมีความหนาแน่นต่ำอย่างไม่น่าเชื่อเพียง 1.8 กรัม/ซม.³ ซึ่งน้อยกว่าสเตนเลสสตีลถึงสี่เท่า และน้อยกว่าไทเทเนียมถึงครึ่งหนึ่ง เนื่องจากคาร์บอนไฟเบอร์ไม่ทนทานต่อการกันน้ำมากนัก กลไกจึงถูกหุ้มด้วยตัวเรือนกลางที่ทำจากไทเทเนียม เพื่อให้สามารถทนทานต่อแรงดันน้ำได้ถึง 200 เมตร ซึ่งความทนทานนี้ยังได้รับการเสริมจากส่วนข้างของตัวเรือนที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ในระดับความลึกนี้ กระจกแซฟไฟร์จะต้องรับแรงกดที่เทียบเท่ากับน้ำหนักถึง 170 กิโลกรัมที่ถูกกดทับลงมา

แทนที่จะเลือกใช้วัสดุไทเทเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์จากซัพพลายเออร์ตามปกติ ทาง Ulysse Nardin ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการร่วมมือกับผู้นำในอุตสาหกรรมและสตาร์ทอัพ เพื่อพัฒนาวัสดุนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับนาฬิกา Diver [AIR] แนวทางการผลิตผลงานที่ล้ำสมัยนี้ได้รับการแนะนำครั้งแรกผ่านนาฬิกาคอนเซปต์ Diver Net ของแบรนด์ในปี 2020

INNOVATIVE
ECOSYSTEM
ส่วนด้านข้างของตัวเรือนถูกผลิตจาก Nylo®-Foil ซึ่งเป็นการผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ของ Nylo® 60% และคาร์บอนไฟเบอร์ 40% ทำให้เบากว่าคาร์บอนไฟเบอร์ทั่วไป Nylo® ที่ได้จากอวนจับปลาที่ทิ้งในมหาสมุทรผ่าน Fil & Fab สตาร์ทอัพด้านการรีไซเคิลจากฝรั่งเศส ขณะที่คาร์บอนไฟเบอร์ได้รับการกู้คืนจากเรือใบ IMOCA ที่เร็วที่สุดในโลก ซึ่งผลิตโดย CDK Technologies และนำมารีไซเคิลกลับสู่สภาพเส้นใยดั้งเดิมโดย Extracthive บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านเการหมุนเวียน ทั้ง Nylo® และคาร์บอนไฟเบอร์ได้รับการขึ้นรูปโดย Lavoisier Composites เพื่อสร้างวัสดุเทคโนโลยีขั้นสูงที่รู้จักกันในชื่อ Nylo®-Foil.

ชั้นระหว่างขอบตัวเรือนที่เรืองแสงถูกสร้างขึ้นจาก CarbonFoil ซึ่งเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ที่รีไซเคิล 100% จากเรือใบ IMOCA ผ่านกระบวนการตัดและอัดให้มีลวดลายที่ดูคล้ายหินอ่อน

สุดท้ายนี้ เอสเคปเมนท์มีบทบาทสำคัญในแนวทางนวัตกรรมนี้ เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนที่ถูกผลิตจากแผ่นซิลิคอนที่นำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจัดหาโดยบริษัท Sigatec

ไทเทเนียมที่ใช้ในกลไกและตัวเรือนตรงกลางของ Diver [AIR] ซึ่งเป็นวัสดุพรีเมียมและหายาก ได้รับการรีไซเคิลถึง 90% สำหรับวัสดุเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ Ulysse Nardin ได้ร่วมมือกับ TiFast ผู้ผลิตไทเทเนียมชั้นนำ และ Thyssenkrupp ผู้นำระดับโลกในด้านวัสดุ วิศวกรรม และโซลูชั่นเทคโนโลยี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ การบริการวัสดุ และระบบทางทะเล TiFast เริ่มต้นด้วยการกู้คืนไทเทเนียมจากอุตสาหกรรมชีวภาคการแพทย์ของสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ที่ทัสคานี และต่อจากนั้น Thyssenkrupp จะนำไทเทเนียมที่รีไซเคิลแล้วไปผ่านกระบวนการชั้นสูง โดยใช้เทคโนโลยีและการบำบัดด้วยความร้อน เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการขึ้นรูปตัวเรือน

ULYSSE NARDIN
NO BOUNDARIES.
SINCE 1846.
Ulysse Nardin คือแบรนด์นาฬิกาอิสระสัญชาติสวิสที่มาปฏิวัติวงการนาฬิกาชั้นสูง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกาผ่านนวัตกรรมและงานฝีมือของช่างนาฬิกาที่ไม่มีใครเทียบได้ ก่อตั้งขึ้นในปี 1846 ที่เมือง Le Locle ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์นี้ได้กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วสำหรับเครื่องมือบอกเวลาที่แม่นยำ ซึ่งมีความสำคัญต่อการสำรวจมหาสมุทร ตลอดระยะเวลาห้าชั่วอายุคน ครอบครัว Nardin ได้ผลิตโครโนมิเตอร์ทางทะเลที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุด ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือ และถูกใช้โดยนักวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ เช่น ธรณีศาสตร์, ดาราศาสตร์, และวิทยาศาสตร์โลก

Ulysse Nardin เป็นผู้นำในการนำนวัตกรรมในด้านการแสดงเวลา กลไกที่ผลิตขึ้นเอง การวิจัยและพัฒนาวัสดุศาตร์ โดยสะสมรางวัลทางเทคนิคและการออกแบบมากกว่า 4,300 รางวัล แบรนด์ได้เปิดตัวผลงานอันล้ำสมัย เช่น นาฬิกาเสียงแรกที่มีกลไก Jacquemarts automatons,, Astrolabium Galileo Galilei, และปฏิทินถาวรเรือนแรกที่สามารถตั้งเวลาได้ทั้งข้างหน้าและข้างหลังผ่านเม็ดมะยม ปูทางในการใช้ซิลิคอนในวงการนาฬิกา นอกจากนั้น Ulysse Nardin ยังได้พัฒนา DiamonSil® ซึ่งเป็นการรักษาพื้นผิวของกลไกที่มาปฏิวัติวงการนาฬิกา

นาฬิกา Freak เปิดตัวในปี 2001 ได้สะท้อนถึงแนวทางเฉพาะของ Ulysse Nardin ที่ผสมผสานเทคโนโลยีระดับสูงและฝีมือของช่างนาฬิกาได้อย่างลงตัว โดย 20 ปีหลังจากนั้น Freak [ONE] ได้รับรางวัล "Most Iconic Watch" จาก Grand Prix d’Horlogerie de Genève

โดยทางแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาอิสระร่วมกับ Girard-Perregaux โดย Ulysse Nardin ยังคงพลักดันขอบเขตของศาสตร์การผลิตนาฬิกา มากำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับแบรนด์ที่มีประวัติยาวนาน พร้อมทั้งมีบูติกจำหน่ายนาฬิกาทั่วโลก รวมถึงแฟล็กชิพที่ตั้งอยู่ในเจนีวา ซิลิคอนวัลเลย์ ดูไบ และเซี่ยงไฮ้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้