Last updated: 4 เม.ย 2568 | 257 จำนวนผู้เข้าชม |
การแสวงหาความแม่นยําระดับสูง เป็นรากฐานของค่านิยมแห่ง Grand Seiko มาตั้งแต่นาฬิการุ่น แรกที่สร้างขึ้นในปี 1960 โดยในอีกไม่ถึง 10 ปีให้หลัง Grand Seiko ก็ได้นําเสนอกลไกจักรกล V.F.A. ซึ่ง ย่อมาจาก “Very Fine Adjusted” (เวรี ไฟน์ แอดจัสเต็ด) ที่แปลว่า การปรับตั้งความแม่นยําอย่างละเอียด มาก ๆ ซึ่งถูกใช้ครั้งแรกในปี 1969 เพื่อบ่งบอกถึงนาฬิกาที่ได้รับการปรับแต่งด้วยความชํานาญจนสามารถ ให้อัตราความแม่นยําได้อย่างน่าทึ่งถึงระดับไม่เกิน 1 นาทีต่อเดือน ล่วงมาถึงปลายทศวรรษ 1970s การ พัฒนากลไก สปริงไดรฟ์ ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายที่จะผสมผสานระบบการให้พลังงานแบบดั้งเดิมด้วย สปริงลาน เข้ากับความก้าวหน้าของการผลิตนาฬิกาอิเล็กทรอนิกล้ําสมัยได้อย่างกลมกลืน และในปี 2004 Grand Seiko ก็ได้เปิดตัวกลไก สปริงไดรฟ์ คาลิเบอร์ 9R65 ที่จับคู่การขึ้นลานแบบอัตโนมัติที่ให้พลังงาน สํารองได้ถึง 72 ชั่วโมง เข้ากับเทคโนโลยีที่ทําให้สามารถมอบอัตราความแม่นยําได้ถึงระดับไม่เกิน 15 วินาทีต่อเดือน อันเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยสปริงลาน
วันนี้ มรดกแห่งความแม่นยําในการสร้างนาฬิกาได้ก้าวขึ้นสู่ระดับใหม่ด้วยการเปิดตัวกลไก สปริง ไดรฟ์ คาลิเบอร์ 9RB2 ซึ่งได้รับการรับรองด้วยเกณฑ์มาตรฐานใหม่ U.F.A. ที่ย่อมาจาก “Ultra Fine Accuracy” (อัลตรา ไฟน์ แอคคิวเรซี) ซึ่งแปลว่า “ความแม่นยําระดับสูงเป็นพิเศษ” กลไกสุดล้ํานี้มอบความ แม่นยําในระดับที่มิได้วัดเป็นวินาทีต่อวัน ต่อสัปดาห์ หรือต่อเดือน แต่วัดจากความแม่นยําตลอดระยะเวลา 1 ปี กลไกอัตโนมัติ U.F.A. คาลิเบอร์นี้ให้อัตราความแม่นยําในการทํางานต่อปีอย่างน่าทึ่งถึงระดับไม่เกิน 20 วินาที ทําให้เป็นกลไกนาฬิกาข้อมือขับเคลื่อนด้วยสปริงลานที่ทํางานได้แม่นยําที่สุดในปัจจุบัน* และด้วยการออกแบบกลไกให้มีขนาดกะทัดรัด นาฬิการุ่นใหม่ที่บรรจุกลไกคาลิเบอร์นี้จึงใช้ตัวเรือนที่มีขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลางเพียง 37 มิลลิเมตร ทําให้เป็นรุ่นที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดานาฬิกากลไกซีรี่ส์ 9R ณ ปัจจุบัน ซึ่ง เหมาะอย่างยิ่งสําหรับผู้ที่มีข้อมือขนาดเล็ก
*ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2025 อ้างอิงจากการค้นคว้าของ Grand Seiko
คาลิเบอร์ 9RB2 เปิดตัวครั้งแรกด้วยนาฬิกา 2 รุ่นจากคอลเลกชั่น Evolution 9 (เอโวลูชั่น ไนน์) ได้แก่ รุ่นตัวเรือนไทเทเนียมความ หนาแน่นสูง (ซ้าย) ซึ่งมีน้ําหนักเบากว่าสเตนเลสสตีลประมาณ 30% และรุ่นตัวเรือนแพลทินัม 950
คาลิเบอร์ 9RB2 เจเนอเรชั่นต่อไปของกลไก สปริงไดรฟ์
บนโรเตอร์มีการสลักข้อความว่า “SPRING DRIVE ULTRA FINE ACCURACY” (สปริงไดรฟ์ อัลตรา ไฟน์ แอคคิวเรซี)
กลไกคาลิเบอร์ใหม่นี้ ให้ความแม่นยําถึงระดับไม่เกิน 20 วินาทีต่อปี อันเป็นผลมาจากการใช้วิธีและ กระบวนการการผลิตแบบใหม่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นจากการใช้ ควอตซ์ ออสซิลเลเตอร์ ที่ถูกบ่มเป็นเวลา 3 เดือน และการออกแบบวงจรรวมขึ้นมาใหม่ อีกทั้งความถี่ของ ควอตซ์ ออสซิลเลเตอร์ แต่ละชิ้นจะถูกวัดที่ อุณหภูมิแตกต่างกันหลายระดับ โดยข้อมูลผลลัพธ์ที่จําเป็นสําหรับการชดเชยอุณหภูมิถูกตั้งโปรแกรมไว้ที่ วงจรรวมชนิดใช้พลังงานต่ําเช่นเดียวกับกลไก สปริงไดรฟ์ ซีรี่ส์ 9RA ทั้งออสซิลเลเตอร์และเซ็นเซอร์ถูก ผนึกแบบสุญญากาศเพื่อลดความแตกต่างของอุณหภูมิและป้องกันผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น ความชื้น ไฟฟ้าสถิต และแสง จึงสามารถปรับตั้งอุณหภูมิได้อย่างแม่นยํา และทําให้ ควอตซ์ ออสซิลเลเตอร์
มีประสิทธิภาพและมีความเสถียร อีกทั้งกลไกคาลิเบอร์ใหม่นี้ยังเป็นครั้งแรกที่กลไก สปริงไดรฟ์ มีสวิตช์ควบคุมซึ่งสามารถปรับตั้งได้เมื่อทําการซ่อมบํารุง เพื่อปรับระดับความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อนาฬิกาถูกใช้งานมาเป็นเวลานาน
ความสวยงามของกลไกเผยให้เห็นผ่านฝาหลังกรุกระจกแซพไฟร์ โดยสร้างความแวววาวด้วยพื้นผิวที่ถูกขัดเงาดุจกระจกบนแนวลาดของส่วนขอบ ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ของ ชินชู วอทช์ สตูดิโอ อันเป็นแหล่งผลิตนาฬิการุ่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความงามอันเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของญี่ปุ่นที่โดดเด่นด้วยเสน่ห์ของความสง่างามอย่างเรียบง่าย ชิ้นทับทิมที่ปรากฎเปรียบเสมือน ดวงดาวที่เปล่งประกายระยิบระยับอยู่เหนือภูเขาในช่วงต้นฤดูหนาว ขณะที่พื้นผิวกลไก งถูกตกแต่งอย่าง ละเอียดอ่อนนั้นสะท้อนถึงนํ้าค้างแข็งในฤดูหนาวที่ปกคลุมเหล่าต้นไม้ในชินชู ซึ่งเป็นแหล่งผลิตนาฬิกา Grand Seiko กลไก สปริงไดรฟ์ ทุกเรือน
เก็บภาพความงามของป่าน้ําแข็งในชินชู
ทั้ง 2 รุ่น ปรากฎข้อความ “SPRING DRIVE UFA” ที่ตําแหน่ง 6 นาฬิกา
เพื่อเน้นย้ำให้ทราบถึงความแม่นยําอันเป็นเลิศ
ทางทิศตะวันออกของ ชินชู วอทช์ สตูดิโอ คือ ที่ราบสูง คิริกามิเนะ ซึ่งสามารถพบเห็นเหล่าต้นไม้ที่ ถูกปกคลุมด้วยน้ําค้างแข็งได้ในช่วงฤดูหนาว ลายผิวอันประณีตบนหน้าปัดของทั้ง 2 รุ่น จับภาพความงามของป่าน้ําแข็งแห่งนี้ด้วยเทคนิคการตกแต่งหลายชนิดร่วมกันสร้างสรรค์ให้เกิดโทนสีฟ้าอ่อนที่ดูละเมียดละไมแต่สะดุดตา หน้าปัดของรุ่นตัวเรือนไทเทเนียมจะมากับสีฟ้าอมเงิน ชวนให้นึกถึงป่าน้ําแข็งที่มองเห็น ในขณะอากาศสดใส พร้อมเสริมเสน่ห์ด้วยเข็มวินาทีที่ผ่านการให้อุณหภูมิสูงจนเกิดเป็นสีน้ําเงิน ส่วนรุ่นตัว เรือนแพลทินัม จะมากับหน้าปัดสีฟ้าในโทนที่เข้มกว่าเล็กน้อย นํามาซึ่งการเป็นฉากหลังสุดประณีตให้กับการเคลื่อนไหวอันราบรื่นของเข็มวินาทีสีเงิน
นาฬิกาทั้ง 2 รุ่น ถูกบรรจุไว้ในคอลเลกชั่น Evolution 9 ซึ่งใช้ดีไซน์ที่เป็นการสานต่อดีไซน์แบบ แก รนด์ ไซโก สไตล์ อันมีที่มาจากรุ่น 44GS อันโด่งดังในปี 1967 เข็มและหลักชั่วโมงแบบเซาะร่องที่มีความ โดดเด่นสูงของดีไซน์แบบ เอโวลูชั่น ไนน์ สไตล์ ทําให้อ่านค่าได้อย่างชัดเจน พื้นผิวตัวเรือนถูกขับเน้นความ งดงามจากการขัดเงาด้วยเทคนิคซารัตสึ เอกลักษณ์ของ Grand Seiko ซึ่งทําให้เกิดความเงาดุจกระจกที่ ปราศจากการบิดเบือนของภาพสะท้อน สลับกับการตกแต่งด้วยการขัดลายแบบแฮร์ไลน์เพื่อมอบประกายที่กลมกล่อม ตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มิลลิเมตร ถูกออกแบบให้เกิดความสบายในการสวมใส่เป็นพิเศษด้วยการมีจุดศูนย์ถ่วงต่ํา ในขณะที่สายถูกออกแบบให้มีความหนาที่เหมาะสมและมีความกว้างที่ มากกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดตัวเรือน ทําให้เกิดความสมดุลและสวมใส่ได้พอดีกับข้อมือ โดยรุ่นตัวเรือน แพลทินัม 950 นั้นมาพร้อมกับสายหนังจระเข้ ขณะที่รุ่นตัวเรือนไทเทเนียมมาคู่กับสายไทเทเนียมพร้อมตัวล็ อกที่พัฒนาขึ้นใหม่ให้สามารถปรับตั้งได้อย่างละเอียดถึง 3 ระดับในช่วงระยะละ 2 มิลลิเมตร โดยไม่ต้องใช้ เครื่องมือใด ๆ จึงสามารถปรับขนาดให้กระชับพอดีกับข้อมือได้มากขึ้นเพื่อเพิ่มความสบายในขณะสวมใส่
นาฬิกาทั้ง 2 รุ่นจะพร้อมจําหน่ายในเดือนมิถุนายน 2025 โดยรุ่นตัวเรือนแพลทินัม 950 เป็นการ ผลิตแบบ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่จํากัดจํานวนไว้เพียง 80 เรือน โดยจะมีจําหน่ายที่ แกรนด์ ไซโก บูติก เท่านั้น
ส่วนรุ่นตัวเรือนไทเทเนียมความหนาแน่นสูง จะมีจําหน่ายทั้งที่ แกรนด์ ไซโก บูติก และตัวแทนจําหน่ายหลายแห่งทั่วโลก
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
https://www.grand-seiko.com/th-th/collections/slgb001j
https://www.grand-seiko.com/th-th/collections/slab003q
4 เม.ย 2568
3 เม.ย 2568
3 เม.ย 2568